ททท.บุกตลาดลาตินอเมริกา จัดงาน Amazing Thailand Latin America Trade Meet 2019

ททท.บุกตลาดลาตินอเมริกา จัดงาน Amazing Thailand Latin America Trade Meet 2019

            ททท.บุกตลาดลาตินอเมริกา จัดงาน Amazing Thailand Latin America Trade Meet 2019

            การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ลาตินอเมริกาจัดเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง มีอัตราการใช้จ่ายมากแต่เที่ยวนาน จึงมีความเหมาะสมกับการสร้างตลาดใหม่ เล็งจัดงาน “Amazing Thailand Latin America Trade Meet 2019” ขึ้นเป็นครั้งแรงในประเทศไทย เตรียมพาทัวร์หลายจังหวัดเพื่อเจรจาผู้ประกอบการให้ร่วมกันสร้างการเติบโตต่อไปในอนาคต

นางสาวรัญจวน ทองรุต ตำแหน่งผู้อำนวยการภูมิภาคอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การจัดงาน “Amazing Thailand Latin America Trade Meet 2019” ขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวไทย พร้อมส่งเสริมการขายสินค้าเนการท่องเที่ยวของคนไทยให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดลาตินอเมริกา ซึ่งขณะนี้เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)

มีผู้ประกอบการหลายรายที่สนใจเปิดตลาดลาตินอเมริกา

ทั้งนี้ ททท.ได้เปิดอากาศให้มีการพัฒนาเครือข่ายร่วมกันของพันธมิตร ระหว่างผู้ประกอบการกับเครือข่ายผู้ซื้อในละตินอเมริกาผ่านการเจรจาทางธุรกิจ (Table Top Sales) ด้วยวิธีการนัดหมายล่วงหน้า (Pre – schedule Appointment)

สำหรับผู้ประกอบการไทย (Seller) ที่มีความสนใจเปิดตลาดในตินอเมริกา ประกอบไปด้วยธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว โรงเรียนสอนทำอาหาร สถานบันเทิง สายการบินจำนวน 51 ราย ผู้ซื้อชาวต่างชาติ (Buyer) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นบริษัทนำเที่ยวชั้นนำจากลาตินอเมริกา จำนวนทั้งสิ้น 40 ราย จากประเทศ คือ บราซิล อาร์เจนติน่า เม็กซิโก ชิลี และโคลัมเบีย

ผู้ประกอบการจากลาตินอเมริกา สามารถมาเยือนไทยเพื่อหาข้อมูลประกอบได้

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการลาตินอเมริกายังมีโอกาสมาเยือนประเทศไทย เพื่อออกเดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของไทยด้วย เช่นในกรุงเทพฯ พระนครศรีอยุทธยา พังงา ภูเก็ต และเกาะสมุย

ไปจนถึงการเข้าร่วมกิจกรรมของเครือข่าย (Networking) และเข้าร่วมบรรยายในหัวข้อ “Latin America Market Insight” ให้กับสมาชิกของสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ที่สนใจตลาดลาตินอเมริกาและผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวต่าง ๆ โรงแรมและสมาคมการท่องเที่ยวแห่งเกาะสมุย เพื่อทำการแลกเปลี่ยนทัศนะคติและนำข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับ ออกไปเผยแพร่ให้กับลูกค้าของตนเองต่อไป

สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวลาตินอเมริก จัดเป็นตลาดที่มีความสำคัญและมีศักยภาพต่อประเทศไทยอย่างมาก ซึ่งภายในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวจากลาตินอเมริกาเดินทางมาเยือนประเทศไทยเป็นจำนวน 202,106 คน ก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 15,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่าตลาดมีแนวโน้มอย่างต่อเนื่องใน 2562

นักท่องเที่ยวลาตินอเมริกาที่นิยมเดินทางมาเยือนประเทศ 4 อันดับแรก มีดังต่อไปนี้

1.บราซิล

2.อาร์เจนตินา

3.เม็กซิโก

4.ชิลี

สุดยอดโรงแรมสัตว์เลี้ยงในไทย 3 แห่ง ตอบโจทย์คนรักหมา-แมว

สุดยอดโรงแรมสัตว์เลี้ยงในไทย 3 แห่ง ตอบโจทย์คนรักหมา-แมว

สุดยอดโรงแรมสัตว์เลี้ยงในไทย 3 แห่ง ตอบโจทย์คนรักหมา-แมว

            เวลาติดภารกิจต่าง ๆ นับเป็นปัญหาใหญ่อย่างยิ่ง สำหรับคนที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนซี้คู่ใจ ซึ่งทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ เวลาขาดคนคอยเฝ้าดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รูปแบบการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ที่ต้องออกเดินทางไปทำงานแทบทุกวัน หรืออาจต้องออกเดินทางไปไหนใกล ๆ หลายวัน

สำหรับปัญหาเหล่านี้ จะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยทันที เนื่องจากในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มีสถานที่ให้บริการรับฝากเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน ไม่แตกต่างจากของคน โดยใช้เป็นที่พักชั่วครางและคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่นำมาใช้สร้างสรรค์กิจกรรมดี ๆ ให้กับบรรดาสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย โดยเฉพาะโรงแรมสัตว์เลี้ยงดังต่อไปนี้ ที่ถูกขนานนามว่า “ตอบโจทย์คนรักหมา-แมว” เป็นอย่างยิ่ง

1.Kofuku Cat Hotel โรงแรมแมวขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

จัดเป็นโรงแรมที่มีขนาดใหญ่สุด ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากมีห้องพักสำหรับแมว เป็นจำนวนมากถึง 50 ห้อง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการ ของบรรดาแมวที่มาใช้บริการ ได้อย่างครบถ้วน

โรงแรมแห่งนี้ ผู้ก่อตั้งเผยว่า ถือกำเนิดมาจากความตั้งใจอันดี ที่ต้องการให้แมวทุกตัวมีสถานที่ไว้ใช้ผ่อนคลายได้ ไม่แตกต่างกับมนุษย์ทุกคน ประกอบกับการสำรวจจำนวนแมว ซึ่งพบว่ามีอยู่มากมายในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนรวมกว่า 414,306 ตัว การมองหาสถานที่รับฝากแมวที่ไว้ใจได้ เป็นเรื่องลำบากพอสมควร เพราะส่วนมากค่อนข้างแออัด ไอเดียการเปิดโรงแรมแมวดี ๆ แบบนี้ จึงเข้าใจความต้องการคนรักแมวได้อย่างแท้จริง

2.The Dog Hotel Bangkok โรงแรมสัตว์เลี้ยงที่เปิดให้บริการเฉพาะสุนัข

โรงแรมสัตว์เลี้ยงแห่งนี้ ตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองได้เป็นอย่างดี ที่อยากให้ดูแลสุนัขแบบครบวงจร ครบ จบ ทุกขั้นตอน ไล่ตั้งแต่การเข้าพัก-รับฝากเลี้ยง ไปจนถึงการประกอบกิจกรรมส่งเสริมเพื่อสุขภาพและความงามของบรรดาสุนัขที่มาใช้บริการ

สำหรับจุดเริ่มต้นของโรงแรมแห่งนี้ เกิดจากผู้เป็นเจ้าของ ที่ชื่นชอบการเลี้ยงสุนัขมาตั้งแต่เด็ก และประสบการณ์ที่เคยให้สุนัขเข้าพักในโรงแรมสัตว์เลี้ยงหลายครั้ง แล้วพบว่า บางสถานที่ยังไม่อาจตอบโจทย์ได้ครบทุกความต้องการของผู้เลี้ยงสุนัข จึงเริ่มต้นโรงแรมแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อสร้างพื้นที่ให้เสมือนเป็น One Stop Service กับบรรดาสุนัขอย่างแท้จริง

3.Pet Hotel Bangkok โรงแรมสัตว์เลี้ยงสุดหรู ภายใต้คอนเซ็ป มาตรฐาน 5 ดาว

โรงแรมสัตว์เลี้ยงสุดหรูแห่งนี้ มาพร้อมคอนเซ็ปต์โรงแรมหรู มาตรฐานระดับ 5 ดาว ไม่แพ้โรงแรมของคน ซึ่งเจ้าของโรงแรม เคยทำงานในโรงแรมระดับ 4-5 ดาว มาก่อน ประกอบกับเป็นคนรักสุนัขและสัตว์เลี้ยงเกือบทุกประเภท จึงเกิดแรงบันดาลใจทำให้สร้างโรมแรมแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อให้บรรดาคนรักสัตว์เลี้ยงชนิดต่าง ๆ ทั้งสุนัข แมว ไปจนถึงหนูแฮมเตอร์ได้มีโอกาสเข้าพัก ในช่วงที่เจ้าของไม่สะดวกดูแลเอง.

โรงแรมในญี่ปุ่น สั่งปลดหุ่นยนต์จำนวนมาก เพราะก่อปัญหามากกว่าช่วยงาน

โรงแรมในญี่ปุ่น สั่งปลดหุ่นยนต์จำนวนมาก เพราะก่อปัญหามากกว่าช่วยงาน

โรงแรมในญี่ปุ่น สั่งปลดหุ่นยนต์จำนวนมาก เพราะก่อปัญหามากกว่าช่วยงาน

โรงแรมหุ่นยนต์ชื่อดัง Henn-na Hotel ในญี่ปุ่น ปลดประจำการหุ่นยนต์พร้อมกันจำนวนมากถึง 243 ตัว หรือจำนวนเกือบครึ่งของหุ่นยนต์ทั้งหมด หลังจากก่อปัญหามากมาย กว่ากว่าการช่วยงานที่ได้รับมอบหมาย พร้อมกับหันมาใช้แรงงานคนแทน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

โดยหนึ่งในหุ่นยนต์ที่ถูกเลิกจ้าง นามว่า Churi หรือ ซูริจัง ที่ประจำอยู่ในห้องพักแต่ละห้อง มีหน้าที่ให้บริการแขกที่มาเข้าพักคล้ายกับ voice assistant เช่น Siri, Google Assistant หรือ Alexa แต่ผลปรากฎว่า Churi ไม่สามารถตอบคำถามง่าย ๆ ได้ เช่น เวลาเปิด-ปิดของห้างร้านต่าง ๆ ในบริเวณใกล้เคียง แม้กระทั่งเวลาเปิด-ปิดของสวนสนุกที่โรงแรมตั้งอยู่ก็ตอบไม่ได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้แขกต้องไปสอบถามข้อมูลกับพนักงานที่เป็นคนอีกที หุ่นยนต์แทนที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ กลับกลายเป็นว่า มาสร้างภาระให้กับเพื่อนร่วมงานที่เป็นมนุษย์แทน ทำให้หุ่นยนต์ชูริจังเป็นพนักงานที่ทำหน้าที่ได้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ ยังหุ่นยนต์ตัวอื่น ๆ ที่ถูกปลดประการด้วยเช่นกัน ดังต่อไปนี้

1.หุ่นยนต์ไดโนเสาร์เวโลซีแรปเตอร์จำนวน 2 ตัว ที่ประจำการอยู่หน้าเคาเตอร์เช็คอินของโรงแรม มีหน้าที่ถ่ายเอกสารพาสปอร์ตของแขกผู้เข้าพัก แต่เกิดปัญหาไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ ทำให้เพื่อนร่วมงานที่เป็นมนุษย์ต้องเข้ามาทำงานทดแทนมันอยู่บ่อยครั้ง

2.หุ่นยนต์ขนกระเป๋าจำนวน 2 ตัว ที่สามารถเดินไปได้แค่ 24 ห้องเท่านั้น จากจำนวนทั้งหมดร้อยกว่าห้อง นอกจากนี้ ยังทำงานไม่ได้เมื่อโดนฝนหรือหิมะ และมักยึดติดอยู่กับที่ เนื่องจากเดินชนกันเองอยู่บ่อย ๆ

3.หุ่นยนต์ต้อนรับประจำโรงแรม ที่ไม่สามารถตอบคำถามใดใด ที่มีความเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงและตารางบินได้ จึงต้องให้พนักงานที่เป็นมนุษย์มารับหน้าแทนอยู่เป็นประจำ

การไล่ปลดประจำการหุ่นยนต์ในโรงแรมชื่อดัง ที่เคยขึ้นถูกขนานนามว่าเป็น “โรงแรมหุ่นยนต์” แล้วหันไปจ้างแรงงานมนุษย์เข้ามาทำหน้าที่แทนในบางตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่า ยังคงเร็วไป ที่ระบบจักรกลอัตโนมัติเหล่านี้ จะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนมนุษย์แบบ 100% โดยเฉพาะในงานด้านบริการ ที่ต้องอาศัยความซับซ้อนในการดูแลเอาใจใส่ลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ในวันข้าง โรงแรม Henn-na Hotel อาจมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ทดแทนหุ่นยนต์ที่ปลดประจำการ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายอื่น ๆ และลดต้นทุนการดำเนินการ ไปพร้อมกับการหลักเลี่ยงนำเอาหุ่นยนต์มาใช้งานโดยไม่จำเป็น.

ทำความรู้จัก 3 พฤติกรรม ของนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่

ทำความรู้จัก 3 พฤติกรรม ของนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่

ทำความรู้จัก 3 พฤติกรรม ของนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่

            นักท่องเที่ยวชาวจีน” จัดอยู่ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและทรงอิทธิพลเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก อยู่ ณ ขณะนี้ เพราะนอกจากจะมากด้วยทั้งขนาดพื้นที่และประชากรแล้ว กำลังซื้อก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้บริโภคจากเมืองรองของจีน เช่น หนาน, อู่ฮั่น, เจิ้งโจว, ฉือเจียจวง ที่นับว่ามีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพมากขึ้น

เปลี่ยนจากทัวร์ช้อปปิ้ง มาเป็นเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์มากขึ้น

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ การออกเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศของชาวจีนเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นนักช็อปตัวยง เปลี่ยนมาเป็นท่องเที่ยวแบบ experience หรือเพื่อหาประสบการณ์มากขึ้น จากรายงานของ Fung Global Retail & Techonlogy ในจีนได้เผยข้อมูลว่า

1.67% ของนักท่องเที่ยวที่สำรวจ เดินทางมากกว่าหนึ่งครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

2.โดยพวกเขาได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉลี่ย 2.3 แห่ง

3.นอกเหนือจากการช้อปปิ้ง พวกเขาปรารถนาวิถีชีวิตและประสบการณ์ในการเดินทางไปต่างประเทศ

4.ญี่ปุ่นกลายเป็นปลายทางยอดนิยม 55 %, ฮ่องกง 35 % และเกาหลีใต้ 27 %

นักท่องเที่ยวจีนจากเมืองรอง เริ่มออกเดนทางเที่ยวและมีอัตราใช้จ่ายมากกว่าเมืองหลัก

ผลสำรวจดังกล่าว ยังได้เปรียบเทียบพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวจีนจากเมืองหลักและเมืองรองไว้ด้วยเช่นกัน โดยมีดังต่อไปนี้

1.นักท่องเที่ยวเมืองหลัก (Tier-1): มีอัตราการใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวนอกประเทศ 2,330 เหรียญสหรัฐฯ และท่องเที่ยวโดยเฉลี่ย 2.0 ครั้งต่อปี

2.นักท่องเที่ยวเมืองรอง (Tier-2): มีอัตราการใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวนอกประเทศ 2,449 เหรียญสหรัฐฯ และท่องเที่ยวโดยเฉลี่ย 1.9 ครั้งต่อปี

3.นักท่องเที่ยวจีนพึ่งพิงสื่อออนไลน์มากขึ้น แม้เดินทางไปเยือนต่างประเทศ

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่นิยมใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะอาศัยในประเทศหรือออกไปเที่ยวต่างประเทศ นักท่องเที่ยวชาวจีนก็ยังคงมีฤติกรรมติดมือถือ โดยการเปิดใชบริการโรมมิ่งหรือซื้อซิมการ์ดใหม่ภายในประเทศต้นทางต่าง ๆ จากผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า

1.72% ของนักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมใช้สื่อออนไลน์ เพื่อหาข้อมูลก่อนวางแผนเดินทาง

2.98 % ของนักท่องเที่ยวจีนนิยมใช้สมาร์ทโฟนภายในต่างประเทศ

3.82 % ใช้สมาร์ทเพื่อติดต่อกับเพื่อน หรือญาติที่ไม่ได้เดินทางมาด้วย

4.73 % ใช้สมาร์ทโฟนเพื่อค้นหาข้อมูลระหว่างการเดินทาง.

ผู้ว่าการ ททท.มั่นใจ กลยุทธ์เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ต้องเป็นไปตามเป้าหมาย

ผู้ว่าการ ททท.มั่นใจ กลยุทธ์เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ต้องเป็นไปตามเป้าหมาย

ผู้ว่าการ ททท.มั่นใจ กลยุทธ์เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ต้องเป็นไปตามเป้าหมาย

            จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากจำนวนนักท่องเที่ยวราว 30 ล้านคน ภายในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 38 ล้านคน ภายในปี 2561 พร้อมกับตั้งเป้าไว่ว่า ในปี 2562 นักท่องเที่ยวจะต้องเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 40-41 ล้านคน และรายได้ต้องอยู่ที่ ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท

นักท่องเที่ยวจีนในปี 2562 ยังคงมีอัตราเติบโต

ยุทธศักดิ์ สุภสร ตำแหน่งผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์เรือล่มภูเก็ต ก.ค. ปี 2561 พบว่า ในเดือนตุลาคม กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึง 20% พอเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ตัวเลขก็ปรับทิศทางดีขึ้น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนตลอดทั้งปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 10.5 ล้านคน จากปี 2560 จำนวน 9.8 ล้านคน หรือเติบโตขึ้นในอัตรา 8% -10%

“ข่าวบางสำนัก รายงานว่า นักท่องเที่ยวจีนหายไปครึ่งหนึ่ง อาจจะไม่ถูกต้องเสยทีเดียว เพราะในช่วง 2 เดือนหลังก็จำนวนนักท่องเที่ยวก็ทยอยกลับมาบ้างแล้ว ถึงแม้จะมีไม่มากเหมือนเช่นที่ผ่านมา เนื่องจาก ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 จำนวนนักท่องเที่ยวเคยโตมากถึง 25% ดังนั้น ในปี 2562 ผมยังคงมีความเชื่อ ว่านักท่องเที่ยวชาวจีนยังเติบโตต่อไป ในความรู้สึกของคนจีนยังมองประเทศไทยในมุมที่ดีเสมอ” ผู้ว่า ททท กล่าง

ลดความเสี่ยงตลาดนักท่องเที่ยวจีน โฟกัสตลาดนักท่องเที่ยวอาเซียนมากขึ้น

หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลายกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมกับนักท่องเที่ยว จำนวน 20 ประเทศ และ 1 เขตเศรษฐกิจ (ไต้หวัน) โดยจะทำการขยายเวลาเพิ่มขึ้น จากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 14 ม.ค. นี้ ไปสิ้นสุดภายในวันที่ 30 เม.ย. 2562

ผลจากประกาศใช้มาตรากมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ไม่ใช่แค่เฉพาะ นักท่องเที่ยวจีนเท่านั้น แต่จะมีนักท่องเที่ยวจากชาติอื่น ๆ เดินทางเข้ามาประเทศไทยด้วย เช่น อินเดีย ซึ่งจัดเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศ ที่มีอัตราการเจริญเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงมาก จากสถิติ พบว่ามีการขยายตัวค่อนข้างเร็ว ภายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หรือเติบโตสูงถึง 20%

ททท.ตั้งเป้าไว้ว่า หากปี 2562 นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเยือนประเทศไทย ประมาณ 12 ล้านคน ก็จะต้องมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอาเซียนประมาณ 10 ล้านคน อินเดียอีก 2 ล้านคน รวมเป็น 12 ล้านคน จำนวนที่เหลือคือนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ อีก 20 ล้านคน.

กรมอุทยานฯ ผุดไอเดีย จัดงานชมตัวเงินตัวทอง ส่งเสริมการท่องเที่ยว

กรมอุทยานฯ ผุดไอเดีย จัดงานชมตัวเงินตัวทอง ส่งเสริมการท่องเที่ยว

กรมอุทยานฯ ผุดไอเดีย จัดงานชมตัวเงินตัวทอง ส่งเสริมการท่องเที่ยว

            น.ส.กาญจนา นิตยะ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ผุดไอเดีย เชิญชวน กทม.จัดเทศกาลนับตัวเงินตัวทอง หรือ “ตัวเหี้ย” ณ สวนลุมพินี หลังจากประสานงานขอให้ช่วยจับไปปล่อย โดยอ้างว่ามีจำนวนตัวเหี้ยมากถึง 400 ตัว หวั่นสร้างผลกระทบต่อคนที่เดินทางมาเข้าใช้บริการสวนแห่งนี้

ซึ่งเจ้าหน้าที่เคยออกตรวจนับแล้วพบว่ามีจำนวนแค่ 160 ตัว เตรียมออกข้อเสนอให้จัดทำเขตพื้นที่พิเศษเพื่อชมตัวเหี้ยในเมืองกรุง เผยนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาดูตัวเหี้ยเป็นจำนวนมาก เพรามองเป็นเรื่องแปลกหาดูได้ยาก ที่คนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันกับเหี้ยได้อย่างสงบสุข

ตัวเหี้ยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองเพียงชนิดเดียว ที่สามารถอาศัยอยู่ในป่าเมืองหลวงได้

อย่างเช่นภายในสวนลุมฯ ที่มีจำนวนตัวเหี้ยอาศัยอยู่เป็นจำนวนและอยู่ร่วมกับคนได้อย่างสงบสุข สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าจึงได้ให้ข้อเสนอแนะต่อ กทม.ไปว่า “ควรหันมาทำกิจกรรมนับตัวเหี้ยร่วมกัน” เพื่อให้ทราบถึงตัวเลขที่ยอมรับกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมกับเสนอแนะให้เด็กและเยาวชนที่สนใจเข้ามาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งกิจกรรมจะถูกจัดขึ้นในรูปแบบของงานเทศกาลนับเหี้ยสวนลุมฯ

“ตัวเหี้ย” คือแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเยือนสวนลุมฯ

จากการสอบถามนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาเยือนสวนลุมฯ จึงพบกับข้อมูลที่น่าสนใจ เนื่องจากนักท่องเที่ยวหลายคนที่เดินทางเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจภายในสวนลุมฯ ก็เพื่อต้องการเข้าดูตัวเหี้ยให้เห็นกับตา เพราะที่บ้านเมืองของพวกเขาไม่มี จึงเป็นเรื่องที่แปลกและหาดูได้ยาก ที่คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับตัวเหี้ยได้อย่างสันติสุข “คนมาออกกำลังกายก็ทำหน้าที่ไป แต่เมื่อเห็นตัวเหี้ยข้ามถนนก็จะหยุดให้ข้ามทันที นับเป็นภาพที่ชวนดูอย่างยิ่ง” น.ส.กาญจนา นิตยะ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ กล่าว

การจับตัวเหี้ยที่สวนลุมฯไปปล่อยตามพื้นที่อื่น ๆ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง

ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ยังกล่าวอีกว่า มาตรการจับตัวเหี้ยสวนลุมฯไปปล่อยที่อื่น ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง เนื่องจากจะส่งผลให้พื้นที่การใช้ชีวิตของประชากรเหี้ยเพิ่มมากขึ้น มีอาหารกินที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น จากนั้นไม่นานประชากรตัวเหี้ยก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นมาอีก ทำให้ไม่สามารภแก้ปัญหาได้

จึงได้เสนอถึงแนวทางควบคุมประชากรเหี้ยต่อทาง กทม.ว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูวางไข่ของตัวเหี้ย ให้สั่งการเจ้าหน้าที่ภายในสวนลุมฯ ช่วยกันเก็บไข่ตัวเหี้ยส่วนหนึ่งออกมาทำลายคงดีกว่า ซึ่งในอนาคต กทม.และกรมอุทยานฯน่าจะทำโครงการเขตพื้นที่พิเศษชมตัวเหี้ยในเมือง เชื่อว่าน่าจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

Virgin Galactic VS Blue Origin แข่งกันพัฒนาทัวร์อวกาศ เตรียมเปิดปลายปี 2019

Virgin Galactic VS Blue Origin แข่งกันพัฒนาทัวร์อวกาศ เตรียมเปิดปลายปี 2019

Virgin Galactic VS Blue Origin แข่งกันพัฒนาทัวร์อวกาศ เตรียมเปิดปลายปี 2019

            สองบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ  Virgin Galactic และ Blue Origin กำลังแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยี ยานอวกาศ และระบบลงจอดกันอย่างดุเดือด เพื่อเตรียมความพร้อม ในการเปิดให้บริการทัวร์อวกาศเชิงพาณิชย์

สำหรับบริษัท Virgin Galactic จัดเป็นบริษัทในกลุ่ม Virgin ผู้ผลิตยานอวกาศเชิงพาณิชย์ ที่ถูกก่อตั้งโดยอภิมหาเศรษฐีจากสหราชอาณาจักรนามว่า ริชาร์ด แบรนสัน โดยมีเป้าหมายการทำทัวร์อวการเชิงพาณิชย์ และเพื่อปฏิบัติภารกิจทางวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศ ส่วนบริษัท Blue Origin ถูกก่อตั้งโดย เจฟฟ์ เบโซส์ นักธุรกิจและผู้ก่อตั้งอีคอมเมิร์ซชื่อดัง Amazon

สองบริษัทผู้นำด้านอวกาศ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

Virgin Galactic และ Blue Origin ต่างมีจุดมุ่งหมายในการจัดทัวร์อวกาศเชิงพาณิชย์เหมือนกัน อีกทั้งยังมีความตั้งใจว่า ต้องสามารถส่งผู้ที่สนใจท่องเที่ยวบนอวกาศ เดินทางไปให้ใกลยิ่งกว่า เดนนิส ติโต (Dennis Tito) เศรษฐีชาวอเมริกันและลูกทัวร์อวกาศคนแรก ที่เคยขึ้นไปเหยียบสถานีอวกาศเมื่อปี 2001 ด้วยการจ่ายค่าตั๋วราว 20 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในเบื้องต้นคาดการณ์ไว้ว่า ราคาตั๋วทัวร์อวกาศของ Virgin Galactic จำนวน 1 ใบน่า จะอยู่ที่ประมาณ 250,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 8.3 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งลดลงกว่าเมื่อก่อนมาก ส่วน Blue Origin ยังไม่มีการเปิดเผยราคาค่าทัวร์อวกาศแต่อย่างใด แต่เชื่อว่า ราคาน่าจะไม่ห่างกันมาก อยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

บริษัท Virgin Galactic เคยทดสอบยานอวกาศมาแล้วหลายครั้งด้วยกัน

Virgin Galactic เคยทดสอบโดยการนำยาน SpaceShipTwo ขึ้นบินมาแล้วจำนวนหลายครั้ง เพื่อค้นหาจุดบกพร่อง ก่อนทำการแกไข้ให้ไม่ให้มีจุดบกพร่อง พร้อมกับพัฒนาให้สามารถใช้งานท่องเที่ยวได้จริง และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ณ ขณะนี้ มีผู้ที่สนใจโปรแกรมทัวร์อวกาศของ Virgin Galactic จำนวน 650 คนแล้ว ส่วนทางด้าน Blue Origin หนึ่งในทีมงานของบริษัทได้ออกมาเผยว่า การทดสอบนำยานขึ้นสู่พร้อมผู้โดยสาร น่าจะเริ่มต้นดำเนินการกันในช่วงปลายปี 2018 นี้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะยังไม่มีกำหนดเปิดแผนการให้บริการทัวร์อวกาศอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่จะได้เห็นทัวร์ในฝันของใครหลายคนเปิดให้ลงทะเบียนภายในปลายปี 2019 นี้ ส่วนทางด้านบริษัท SpaceX และ Boeing ก็ได้ร่วมมือกันพัฒนาแคปซูลเคลื่อนย้ายนักบินอวกาศของนาซาแล้ว คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2020

โรงแรมในไทย 2 แห่ง ติดอันดับ Heritage hotel ดีที่สุดในเอเชีย

โรงแรมในไทย 2 แห่ง ติดอันดับ Heritage hotel ดีที่สุดในเอเชีย

โรงแรมในไทย 2 แห่ง ติดอันดับ Heritage hotel ดีที่สุดในเอเชีย

            ผลการจัดอันดับโรงแรมที่มีคุณค่าทางมรดกและวัฒนธรรม (Heritage hotel) ที่ถูกจัดทำโดยซีเอ็นเอ็น เทรเวล พบว่า มีโรงแรมจากประเทศไทยเข้ามาติดอันดับจำนวน 2 แห่งด้วยกัน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1.แมนดาริน โอเรียนเต็ล, กรุงเทพ (Mandarin Oriental)

โรงแรมแห่งนี้ แมนดาริน โอเรียนเต็ล, กรุงเทพ ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1876 หรือประมาณ 140 ปีมาแล้ว ด้วยฝีมือของกลุ่มนักธุรกิจและนักเดินท่องเที่ยวชาวต่างชาติในสมัยก่อน ที่เดินทางเข้ามาภายหลังจากสยามเปิดเสรีทางการค้าครั้งแรกจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

สำหรับตัวโรงแรมนั้น ถูกดัดแปลงมาจากธนาคารเจ้าพระยา ที่ตั้งอยู่ริมเเม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งถือเป็นเส้นทางการคมนาคมที่สำคัญของสยามในสมัยนั้น ที่สำคัญ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล เรียกได้ว่าเป็นโรงแรมที่มีความเก่าแก่ที่สุดของไทยที่ยังคงเปิดทำการอยู่จนถึงทุกวันนี้

2.เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน (Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin)

สำหรับโรงแรมในเครือเซ็นทารา 1 ใน 2 แห่งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งโรงแรมของไทย ที่สามารถเข้าไปติดอันดับ โดยนิตยสารชื่อดังอย่างไทม์ ก็ยกให้เป็น Heritage hotel ที่ดีที่สุดในเอเชียด้วยเช่นกัน ซึ่งโรงแรมแห่งนี้ เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1923 โดยมีชื่อเรียกเดิมว่า “โรงแรมรถไฟ”

ที่สำคัญ โรงแรงแห่งนี้ ยังถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม ที่ตั้งอยู่ในเมืองหัวหิน ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านที่เชื่อมต่อระหว่างภาคใต้ของไทย กับเมืองหลวงคือกรุงเทพมหานคร และเมืองทางภาคตะวันตกของไทย ปัจจุบันนี้ ภายในตัวโรงแรมยังคงรักษาบรรยากาศ ในช่วงเวลาที่หัวหินเป็นเมืองตากอากาศของชนชั้นนำได้เป็นอย่างดี ด้วยการตกแต่งสไตล์ยุโรป ที่มาพร้อมกับความโรแมนติกด้วยสวนและระเบียงสีขาวสะอาดตา

โรงแรมอื่น ๆ ในเอเชีย ที่เข้ามาติดอันดับในครั้งนี้

1.โรงแรมราฟเฟิลส์, สิงคโปร์ (Raffles Hotel)

2.เดอะ เพนินซูล่า, ฮ่องกง (The Peninsula)

3.เดอะ สแตรนด์, เมียนมา (The Strand)

4.เดอะ แรมแบคห์ พาเลซ, อินเดีย (The Rambagh Palace)

5.โซฟีเทล รีเจนด์ เมโทรโพล ฮานอย , เวียดนาม (Sofitel Legend Metropole Hanoi)

ผลสำรวจเผย อาหาร คือปัจจัยหลักในการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย

ผลสำรวจเผย อาหาร คือปัจจัยหลักในการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย

ผลสำรวจเผย อาหาร คือปัจจัยหลักในการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย

            ฮิลตัน เวิลด์ไวด์” บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทชื่อดังของโลก เผยผลสำรวจพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ด้วยการทำแบบสอบถามต่าง ๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยว จากผู้คนจำนวน 2,700 คนใน 9 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

จากผลสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จำนวน 1 ใน 3 หรือประมาณ 36% พิจารณาอาหารและเครื่องดื่มเป็นปัจจัยหลัก เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกสถานที่ท่องเที่ยว โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 5% เท่านั้น ที่ตอบว่า อาหารและเครื่องดื่มไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการเดินทาง

เพราะเหตุใดอาหาร จึงเป็นปัจจัยสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยว?

ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า 34% ของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยระบุว่า “อาหารการกิน” คือปัจจัยสำคัญ ในการเลือกสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยว 92% ล้วนให้ความสำคัญกับการลองลิ้มชิมรสอาหารขึ้นชื่อ ไปจนถึงอาหารข้างทางและอาหารท้องถิ่น

ส่วนนักท่องเที่ยวอีก 90% มีความต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารมื้อพิเศษ เมื่อออกเดินทางเที่ยวเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ และอีก 92% ต่างระบุว่า พวกเขาเลือกที่จะกลับไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวเดิมอีกครั้ง เนื่องจากรู้สึกประทับใจไปกับประสบการณ์มื้ออาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ผลสำรวจยังบอกอีกว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 41% จัดสรรงบประมาณมากกว่าครึ่งหนึ่งต่อการเดินทาง เพื่อใช้จ่ายไปกับอาหารและเครื่องดื่ม

ประเทศที่นักท่องเที่ยวไทยลงความเห็น ว่ามีอาหารและเครื่องดื่มดีที่สุด

นักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมาก ต่างโหวตให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับ 1 ในด้านอาหารและเครื่องดื่ม ตามมาด้วยประเทศไทยในอันดับ 2 และเกาหลีอันดับ 3 ที่ถูกยกให้เป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวด้านอาหาร ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นพิเศษ ไปจนถึงความเข้มข้นของรสชาติ ความปลอดภัย ความหลากหลาย และอาหารท้องถิ่นเป็นหลัก

รองประธานฝ่ายปฏิบัติการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ของบริษัทฮิลตันเวิลด์ไวด์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า จากผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมโรงแรมและที่พัก ซึ่งในอดีตนั้น โรงแรมเป็นเพียงสถานที่สำหรับใช้พักผ่อนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันมาก ดังนั้น โรงแรมต้องปรับเปลี่ยนและมุ่งเน้นบริการด้านอาหารและเครื่องดื่มเป็นพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เข้าพัก

ผู้ว่าการ ททท.มั่นใจ กลยุทธ์เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ต้องเป็นไปตามเป้าหมาย

ถนนแห่งอาหารในกรุงเทพฯ โดนใจนักท่องเที่ยว

ถนนแห่งอาหารในกรุงเทพฯ โดนใจนักท่องเที่ยว

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไทยครั้งแรก ๆ จะรู้ได้เลยว่า ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ที่จะมองหาร้านอาหารข้างทาง ที่มีเรียงรายอยู่ตามถนนเกือบทุกซอกทุกมุม ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารไทยรสชาติแสนอร่อยมากมาย เช่น ก๋วยเตี๋ยว หมูปิ้ง ผัดไทย และอื่น ๆ ที่สามารถหาทานได้ง่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถนนสายอาหารเหล่าในกรุงเทพฯเหล่านี้ ที่เก็บรวบรวมของอร่อยไว้มากมาย ซึ่งต้องแวะไปเยือนให้ได้

1.เยาวราช ไชน่าทาวน์

หากชื่นชอบในรสชาติของอาหารไทย เรียกได้ว่า ไม่มีที่ไหนเทียบเท่าได้กับถนน “เยาวราช” แน่นอน เนื่องจากที่แห่งนื้คือย่านไชน่าทาวน์ จึงทำให้เต็มไปด้วยของอร่อยมากมาย มีจุดเด่นตรงร้านอาหารรถเข็นที่มากกว่า 100 ร้านค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตกดึกที่แห่งนี้ก็จะยิ่งคึกคักและเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจากหลายเชื่อชาติ

ที่สำคัญย่านไชน่าทาวน์แห่งนี้ ยังถือว่า เป็นถนนสายหารในตำนานแห่งหนึ่งของประเทศไทยอีกด้วย เพราะมีประวัติที่ยาวนานกว่า 200 ปี ตั่งแต่ครั้งที่กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์การค้าหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้เลยทีเดียว

2.ถนนรามบุตรี หรือซอยรามบุตรี

ถนนแห่งนี้ ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพราะเต็มไปด้วยเมนูอาหารรสชาติอร่อย ที่มีให้เลือกมากมาย สำหรับจุดเด่นของถนนรามบุตรีแห่งนี้ คือความสงบที่ไม่ค่อยมีความวุ่นวาย แตกต่างจากถนนสายอื่น ๆ

ที่สำคัญ ถนนรามบุตรีได้ถูกปรับโฉมใหม่แล้ว จึงเปรียบเสมือนกับขุมทรัพย์อาหารแห่งใหม่ในเมืองกรุงเทพฯไม่มีผิด นอกจากนี้แล้ว อาหารที่นี่ยังมีราคาถูกเป็นมิตรต่อเงินในกระเป๋าอีกด้วย ทำให้ถนนรามบุตรีแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

3.ถนนบางลำพู

ถนนบางลำพู ถือเป็นย่านที่มีความเก่าแก่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาและพระบรมมหาราชวัง ที่แห่งนี้ จึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแบคแพกเกอร์จากหลายเชื่อชาติจำนวนมาก ซึ่งถนนบางลำพูนั้น กินพื้นที่ไปถึงถนนข้าวสาร จึงสามารถเดินลัดเลาะไปเที่ยวตามสถานบันเทิงได้อีกด้วย

นักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนสุดสัปดาห์หรือจะเป็นผู้อยู่อาศัยในระแวกนี้ บางลำภูคือสถานที่ที่ควรแวะมา เพราะถนนอาหารสายนี้ เต็มไปร้านอาหารขึ้นชื่อราคาถูกรสชาติดี ที่ทำให้ใครหลายคนติดใจ