โรงแรมในญี่ปุ่น สั่งปลดหุ่นยนต์จำนวนมาก เพราะก่อปัญหามากกว่าช่วยงาน

โรงแรมในญี่ปุ่น สั่งปลดหุ่นยนต์จำนวนมาก เพราะก่อปัญหามากกว่าช่วยงาน

โรงแรมหุ่นยนต์ชื่อดัง Henn-na Hotel ในญี่ปุ่น ปลดประจำการหุ่นยนต์พร้อมกันจำนวนมากถึง 243 ตัว หรือจำนวนเกือบครึ่งของหุ่นยนต์ทั้งหมด หลังจากก่อปัญหามากมาย กว่ากว่าการช่วยงานที่ได้รับมอบหมาย พร้อมกับหันมาใช้แรงงานคนแทน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

โดยหนึ่งในหุ่นยนต์ที่ถูกเลิกจ้าง นามว่า Churi หรือ ซูริจัง ที่ประจำอยู่ในห้องพักแต่ละห้อง มีหน้าที่ให้บริการแขกที่มาเข้าพักคล้ายกับ voice assistant เช่น Siri, Google Assistant หรือ Alexa แต่ผลปรากฎว่า Churi ไม่สามารถตอบคำถามง่าย ๆ ได้ เช่น เวลาเปิด-ปิดของห้างร้านต่าง ๆ ในบริเวณใกล้เคียง แม้กระทั่งเวลาเปิด-ปิดของสวนสนุกที่โรงแรมตั้งอยู่ก็ตอบไม่ได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้แขกต้องไปสอบถามข้อมูลกับพนักงานที่เป็นคนอีกที หุ่นยนต์แทนที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ กลับกลายเป็นว่า มาสร้างภาระให้กับเพื่อนร่วมงานที่เป็นมนุษย์แทน ทำให้หุ่นยนต์ชูริจังเป็นพนักงานที่ทำหน้าที่ได้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ ยังหุ่นยนต์ตัวอื่น ๆ ที่ถูกปลดประการด้วยเช่นกัน ดังต่อไปนี้

1.หุ่นยนต์ไดโนเสาร์เวโลซีแรปเตอร์จำนวน 2 ตัว ที่ประจำการอยู่หน้าเคาเตอร์เช็คอินของโรงแรม มีหน้าที่ถ่ายเอกสารพาสปอร์ตของแขกผู้เข้าพัก แต่เกิดปัญหาไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ ทำให้เพื่อนร่วมงานที่เป็นมนุษย์ต้องเข้ามาทำงานทดแทนมันอยู่บ่อยครั้ง

2.หุ่นยนต์ขนกระเป๋าจำนวน 2 ตัว ที่สามารถเดินไปได้แค่ 24 ห้องเท่านั้น จากจำนวนทั้งหมดร้อยกว่าห้อง นอกจากนี้ ยังทำงานไม่ได้เมื่อโดนฝนหรือหิมะ และมักยึดติดอยู่กับที่ เนื่องจากเดินชนกันเองอยู่บ่อย ๆ

3.หุ่นยนต์ต้อนรับประจำโรงแรม ที่ไม่สามารถตอบคำถามใดใด ที่มีความเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงและตารางบินได้ จึงต้องให้พนักงานที่เป็นมนุษย์มารับหน้าแทนอยู่เป็นประจำ

การไล่ปลดประจำการหุ่นยนต์ในโรงแรมชื่อดัง ที่เคยขึ้นถูกขนานนามว่าเป็น “โรงแรมหุ่นยนต์” แล้วหันไปจ้างแรงงานมนุษย์เข้ามาทำหน้าที่แทนในบางตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่า ยังคงเร็วไป ที่ระบบจักรกลอัตโนมัติเหล่านี้ จะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนมนุษย์แบบ 100% โดยเฉพาะในงานด้านบริการ ที่ต้องอาศัยความซับซ้อนในการดูแลเอาใจใส่ลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ในวันข้าง โรงแรม Henn-na Hotel อาจมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ทดแทนหุ่นยนต์ที่ปลดประจำการ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายอื่น ๆ และลดต้นทุนการดำเนินการ ไปพร้อมกับการหลักเลี่ยงนำเอาหุ่นยนต์มาใช้งานโดยไม่จำเป็น.

ทำความรู้จัก 3 พฤติกรรม ของนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่

ทำความรู้จัก 3 พฤติกรรม ของนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่

            นักท่องเที่ยวชาวจีน” จัดอยู่ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและทรงอิทธิพลเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก อยู่ ณ ขณะนี้ เพราะนอกจากจะมากด้วยทั้งขนาดพื้นที่และประชากรแล้ว กำลังซื้อก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้บริโภคจากเมืองรองของจีน เช่น หนาน, อู่ฮั่น, เจิ้งโจว, ฉือเจียจวง ที่นับว่ามีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพมากขึ้น

เปลี่ยนจากทัวร์ช้อปปิ้ง มาเป็นเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์มากขึ้น

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ การออกเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศของชาวจีนเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นนักช็อปตัวยง เปลี่ยนมาเป็นท่องเที่ยวแบบ experience หรือเพื่อหาประสบการณ์มากขึ้น จากรายงานของ Fung Global Retail & Techonlogy ในจีนได้เผยข้อมูลว่า

1.67% ของนักท่องเที่ยวที่สำรวจ เดินทางมากกว่าหนึ่งครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

2.โดยพวกเขาได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉลี่ย 2.3 แห่ง

3.นอกเหนือจากการช้อปปิ้ง พวกเขาปรารถนาวิถีชีวิตและประสบการณ์ในการเดินทางไปต่างประเทศ

4.ญี่ปุ่นกลายเป็นปลายทางยอดนิยม 55 %, ฮ่องกง 35 % และเกาหลีใต้ 27 %

นักท่องเที่ยวจีนจากเมืองรอง เริ่มออกเดนทางเที่ยวและมีอัตราใช้จ่ายมากกว่าเมืองหลัก

ผลสำรวจดังกล่าว ยังได้เปรียบเทียบพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวจีนจากเมืองหลักและเมืองรองไว้ด้วยเช่นกัน โดยมีดังต่อไปนี้

1.นักท่องเที่ยวเมืองหลัก (Tier-1): มีอัตราการใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวนอกประเทศ 2,330 เหรียญสหรัฐฯ และท่องเที่ยวโดยเฉลี่ย 2.0 ครั้งต่อปี

2.นักท่องเที่ยวเมืองรอง (Tier-2): มีอัตราการใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวนอกประเทศ 2,449 เหรียญสหรัฐฯ และท่องเที่ยวโดยเฉลี่ย 1.9 ครั้งต่อปี

3.นักท่องเที่ยวจีนพึ่งพิงสื่อออนไลน์มากขึ้น แม้เดินทางไปเยือนต่างประเทศ

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่นิยมใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะอาศัยในประเทศหรือออกไปเที่ยวต่างประเทศ นักท่องเที่ยวชาวจีนก็ยังคงมีฤติกรรมติดมือถือ โดยการเปิดใชบริการโรมมิ่งหรือซื้อซิมการ์ดใหม่ภายในประเทศต้นทางต่าง ๆ จากผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า

1.72% ของนักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมใช้สื่อออนไลน์ เพื่อหาข้อมูลก่อนวางแผนเดินทาง

2.98 % ของนักท่องเที่ยวจีนนิยมใช้สมาร์ทโฟนภายในต่างประเทศ

3.82 % ใช้สมาร์ทเพื่อติดต่อกับเพื่อน หรือญาติที่ไม่ได้เดินทางมาด้วย

4.73 % ใช้สมาร์ทโฟนเพื่อค้นหาข้อมูลระหว่างการเดินทาง.

ผู้ว่าการ ททท.มั่นใจ กลยุทธ์เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ต้องเป็นไปตามเป้าหมาย

ผู้ว่าการ ททท.มั่นใจ กลยุทธ์เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ต้องเป็นไปตามเป้าหมาย

ผู้ว่าการ ททท.มั่นใจ กลยุทธ์เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ต้องเป็นไปตามเป้าหมาย

            จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากจำนวนนักท่องเที่ยวราว 30 ล้านคน ภายในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 38 ล้านคน ภายในปี 2561 พร้อมกับตั้งเป้าไว่ว่า ในปี 2562 นักท่องเที่ยวจะต้องเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 40-41 ล้านคน และรายได้ต้องอยู่ที่ ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท

นักท่องเที่ยวจีนในปี 2562 ยังคงมีอัตราเติบโต

ยุทธศักดิ์ สุภสร ตำแหน่งผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์เรือล่มภูเก็ต ก.ค. ปี 2561 พบว่า ในเดือนตุลาคม กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึง 20% พอเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ตัวเลขก็ปรับทิศทางดีขึ้น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนตลอดทั้งปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 10.5 ล้านคน จากปี 2560 จำนวน 9.8 ล้านคน หรือเติบโตขึ้นในอัตรา 8% -10%

“ข่าวบางสำนัก รายงานว่า นักท่องเที่ยวจีนหายไปครึ่งหนึ่ง อาจจะไม่ถูกต้องเสยทีเดียว เพราะในช่วง 2 เดือนหลังก็จำนวนนักท่องเที่ยวก็ทยอยกลับมาบ้างแล้ว ถึงแม้จะมีไม่มากเหมือนเช่นที่ผ่านมา เนื่องจาก ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561 จำนวนนักท่องเที่ยวเคยโตมากถึง 25% ดังนั้น ในปี 2562 ผมยังคงมีความเชื่อ ว่านักท่องเที่ยวชาวจีนยังเติบโตต่อไป ในความรู้สึกของคนจีนยังมองประเทศไทยในมุมที่ดีเสมอ” ผู้ว่า ททท กล่าง

ลดความเสี่ยงตลาดนักท่องเที่ยวจีน โฟกัสตลาดนักท่องเที่ยวอาเซียนมากขึ้น

หลังจาก ครม.มีมติเห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลายกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมกับนักท่องเที่ยว จำนวน 20 ประเทศ และ 1 เขตเศรษฐกิจ (ไต้หวัน) โดยจะทำการขยายเวลาเพิ่มขึ้น จากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 14 ม.ค. นี้ ไปสิ้นสุดภายในวันที่ 30 เม.ย. 2562

ผลจากประกาศใช้มาตรากมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ไม่ใช่แค่เฉพาะ นักท่องเที่ยวจีนเท่านั้น แต่จะมีนักท่องเที่ยวจากชาติอื่น ๆ เดินทางเข้ามาประเทศไทยด้วย เช่น อินเดีย ซึ่งจัดเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศ ที่มีอัตราการเจริญเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงมาก จากสถิติ พบว่ามีการขยายตัวค่อนข้างเร็ว ภายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หรือเติบโตสูงถึง 20%

ททท.ตั้งเป้าไว้ว่า หากปี 2562 นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเยือนประเทศไทย ประมาณ 12 ล้านคน ก็จะต้องมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอาเซียนประมาณ 10 ล้านคน อินเดียอีก 2 ล้านคน รวมเป็น 12 ล้านคน จำนวนที่เหลือคือนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ อีก 20 ล้านคน.

กรมอุทยานฯ ผุดไอเดีย จัดงานชมตัวเงินตัวทอง ส่งเสริมการท่องเที่ยว

กรมอุทยานฯ ผุดไอเดีย จัดงานชมตัวเงินตัวทอง ส่งเสริมการท่องเที่ยว

กรมอุทยานฯ ผุดไอเดีย จัดงานชมตัวเงินตัวทอง ส่งเสริมการท่องเที่ยว

            น.ส.กาญจนา นิตยะ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ผุดไอเดีย เชิญชวน กทม.จัดเทศกาลนับตัวเงินตัวทอง หรือ “ตัวเหี้ย” ณ สวนลุมพินี หลังจากประสานงานขอให้ช่วยจับไปปล่อย โดยอ้างว่ามีจำนวนตัวเหี้ยมากถึง 400 ตัว หวั่นสร้างผลกระทบต่อคนที่เดินทางมาเข้าใช้บริการสวนแห่งนี้

ซึ่งเจ้าหน้าที่เคยออกตรวจนับแล้วพบว่ามีจำนวนแค่ 160 ตัว เตรียมออกข้อเสนอให้จัดทำเขตพื้นที่พิเศษเพื่อชมตัวเหี้ยในเมืองกรุง เผยนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาดูตัวเหี้ยเป็นจำนวนมาก เพรามองเป็นเรื่องแปลกหาดูได้ยาก ที่คนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันกับเหี้ยได้อย่างสงบสุข

ตัวเหี้ยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองเพียงชนิดเดียว ที่สามารถอาศัยอยู่ในป่าเมืองหลวงได้

อย่างเช่นภายในสวนลุมฯ ที่มีจำนวนตัวเหี้ยอาศัยอยู่เป็นจำนวนและอยู่ร่วมกับคนได้อย่างสงบสุข สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าจึงได้ให้ข้อเสนอแนะต่อ กทม.ไปว่า “ควรหันมาทำกิจกรรมนับตัวเหี้ยร่วมกัน” เพื่อให้ทราบถึงตัวเลขที่ยอมรับกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมกับเสนอแนะให้เด็กและเยาวชนที่สนใจเข้ามาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งกิจกรรมจะถูกจัดขึ้นในรูปแบบของงานเทศกาลนับเหี้ยสวนลุมฯ

“ตัวเหี้ย” คือแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาเยือนสวนลุมฯ

จากการสอบถามนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาเยือนสวนลุมฯ จึงพบกับข้อมูลที่น่าสนใจ เนื่องจากนักท่องเที่ยวหลายคนที่เดินทางเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจภายในสวนลุมฯ ก็เพื่อต้องการเข้าดูตัวเหี้ยให้เห็นกับตา เพราะที่บ้านเมืองของพวกเขาไม่มี จึงเป็นเรื่องที่แปลกและหาดูได้ยาก ที่คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับตัวเหี้ยได้อย่างสันติสุข “คนมาออกกำลังกายก็ทำหน้าที่ไป แต่เมื่อเห็นตัวเหี้ยข้ามถนนก็จะหยุดให้ข้ามทันที นับเป็นภาพที่ชวนดูอย่างยิ่ง” น.ส.กาญจนา นิตยะ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ กล่าว

การจับตัวเหี้ยที่สวนลุมฯไปปล่อยตามพื้นที่อื่น ๆ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง

ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ยังกล่าวอีกว่า มาตรการจับตัวเหี้ยสวนลุมฯไปปล่อยที่อื่น ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง เนื่องจากจะส่งผลให้พื้นที่การใช้ชีวิตของประชากรเหี้ยเพิ่มมากขึ้น มีอาหารกินที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้น จากนั้นไม่นานประชากรตัวเหี้ยก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นมาอีก ทำให้ไม่สามารภแก้ปัญหาได้

จึงได้เสนอถึงแนวทางควบคุมประชากรเหี้ยต่อทาง กทม.ว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูวางไข่ของตัวเหี้ย ให้สั่งการเจ้าหน้าที่ภายในสวนลุมฯ ช่วยกันเก็บไข่ตัวเหี้ยส่วนหนึ่งออกมาทำลายคงดีกว่า ซึ่งในอนาคต กทม.และกรมอุทยานฯน่าจะทำโครงการเขตพื้นที่พิเศษชมตัวเหี้ยในเมือง เชื่อว่าน่าจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

Virgin Galactic VS Blue Origin แข่งกันพัฒนาทัวร์อวกาศ เตรียมเปิดปลายปี 2019

Virgin Galactic VS Blue Origin แข่งกันพัฒนาทัวร์อวกาศ เตรียมเปิดปลายปี 2019

Virgin Galactic VS Blue Origin แข่งกันพัฒนาทัวร์อวกาศ เตรียมเปิดปลายปี 2019

            สองบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ  Virgin Galactic และ Blue Origin กำลังแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยี ยานอวกาศ และระบบลงจอดกันอย่างดุเดือด เพื่อเตรียมความพร้อม ในการเปิดให้บริการทัวร์อวกาศเชิงพาณิชย์

สำหรับบริษัท Virgin Galactic จัดเป็นบริษัทในกลุ่ม Virgin ผู้ผลิตยานอวกาศเชิงพาณิชย์ ที่ถูกก่อตั้งโดยอภิมหาเศรษฐีจากสหราชอาณาจักรนามว่า ริชาร์ด แบรนสัน โดยมีเป้าหมายการทำทัวร์อวการเชิงพาณิชย์ และเพื่อปฏิบัติภารกิจทางวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศ ส่วนบริษัท Blue Origin ถูกก่อตั้งโดย เจฟฟ์ เบโซส์ นักธุรกิจและผู้ก่อตั้งอีคอมเมิร์ซชื่อดัง Amazon

สองบริษัทผู้นำด้านอวกาศ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

Virgin Galactic และ Blue Origin ต่างมีจุดมุ่งหมายในการจัดทัวร์อวกาศเชิงพาณิชย์เหมือนกัน อีกทั้งยังมีความตั้งใจว่า ต้องสามารถส่งผู้ที่สนใจท่องเที่ยวบนอวกาศ เดินทางไปให้ใกลยิ่งกว่า เดนนิส ติโต (Dennis Tito) เศรษฐีชาวอเมริกันและลูกทัวร์อวกาศคนแรก ที่เคยขึ้นไปเหยียบสถานีอวกาศเมื่อปี 2001 ด้วยการจ่ายค่าตั๋วราว 20 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในเบื้องต้นคาดการณ์ไว้ว่า ราคาตั๋วทัวร์อวกาศของ Virgin Galactic จำนวน 1 ใบน่า จะอยู่ที่ประมาณ 250,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 8.3 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งลดลงกว่าเมื่อก่อนมาก ส่วน Blue Origin ยังไม่มีการเปิดเผยราคาค่าทัวร์อวกาศแต่อย่างใด แต่เชื่อว่า ราคาน่าจะไม่ห่างกันมาก อยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

บริษัท Virgin Galactic เคยทดสอบยานอวกาศมาแล้วหลายครั้งด้วยกัน

Virgin Galactic เคยทดสอบโดยการนำยาน SpaceShipTwo ขึ้นบินมาแล้วจำนวนหลายครั้ง เพื่อค้นหาจุดบกพร่อง ก่อนทำการแกไข้ให้ไม่ให้มีจุดบกพร่อง พร้อมกับพัฒนาให้สามารถใช้งานท่องเที่ยวได้จริง และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ณ ขณะนี้ มีผู้ที่สนใจโปรแกรมทัวร์อวกาศของ Virgin Galactic จำนวน 650 คนแล้ว ส่วนทางด้าน Blue Origin หนึ่งในทีมงานของบริษัทได้ออกมาเผยว่า การทดสอบนำยานขึ้นสู่พร้อมผู้โดยสาร น่าจะเริ่มต้นดำเนินการกันในช่วงปลายปี 2018 นี้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะยังไม่มีกำหนดเปิดแผนการให้บริการทัวร์อวกาศอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่จะได้เห็นทัวร์ในฝันของใครหลายคนเปิดให้ลงทะเบียนภายในปลายปี 2019 นี้ ส่วนทางด้านบริษัท SpaceX และ Boeing ก็ได้ร่วมมือกันพัฒนาแคปซูลเคลื่อนย้ายนักบินอวกาศของนาซาแล้ว คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2020

โรงแรมในไทย 2 แห่ง ติดอันดับ Heritage hotel ดีที่สุดในเอเชีย

โรงแรมในไทย 2 แห่ง ติดอันดับ Heritage hotel ดีที่สุดในเอเชีย

โรงแรมในไทย 2 แห่ง ติดอันดับ Heritage hotel ดีที่สุดในเอเชีย

            ผลการจัดอันดับโรงแรมที่มีคุณค่าทางมรดกและวัฒนธรรม (Heritage hotel) ที่ถูกจัดทำโดยซีเอ็นเอ็น เทรเวล พบว่า มีโรงแรมจากประเทศไทยเข้ามาติดอันดับจำนวน 2 แห่งด้วยกัน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1.แมนดาริน โอเรียนเต็ล, กรุงเทพ (Mandarin Oriental)

โรงแรมแห่งนี้ แมนดาริน โอเรียนเต็ล, กรุงเทพ ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1876 หรือประมาณ 140 ปีมาแล้ว ด้วยฝีมือของกลุ่มนักธุรกิจและนักเดินท่องเที่ยวชาวต่างชาติในสมัยก่อน ที่เดินทางเข้ามาภายหลังจากสยามเปิดเสรีทางการค้าครั้งแรกจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

สำหรับตัวโรงแรมนั้น ถูกดัดแปลงมาจากธนาคารเจ้าพระยา ที่ตั้งอยู่ริมเเม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งถือเป็นเส้นทางการคมนาคมที่สำคัญของสยามในสมัยนั้น ที่สำคัญ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล เรียกได้ว่าเป็นโรงแรมที่มีความเก่าแก่ที่สุดของไทยที่ยังคงเปิดทำการอยู่จนถึงทุกวันนี้

2.เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน (Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin)

สำหรับโรงแรมในเครือเซ็นทารา 1 ใน 2 แห่งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งโรงแรมของไทย ที่สามารถเข้าไปติดอันดับ โดยนิตยสารชื่อดังอย่างไทม์ ก็ยกให้เป็น Heritage hotel ที่ดีที่สุดในเอเชียด้วยเช่นกัน ซึ่งโรงแรมแห่งนี้ เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1923 โดยมีชื่อเรียกเดิมว่า “โรงแรมรถไฟ”

ที่สำคัญ โรงแรงแห่งนี้ ยังถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม ที่ตั้งอยู่ในเมืองหัวหิน ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านที่เชื่อมต่อระหว่างภาคใต้ของไทย กับเมืองหลวงคือกรุงเทพมหานคร และเมืองทางภาคตะวันตกของไทย ปัจจุบันนี้ ภายในตัวโรงแรมยังคงรักษาบรรยากาศ ในช่วงเวลาที่หัวหินเป็นเมืองตากอากาศของชนชั้นนำได้เป็นอย่างดี ด้วยการตกแต่งสไตล์ยุโรป ที่มาพร้อมกับความโรแมนติกด้วยสวนและระเบียงสีขาวสะอาดตา

โรงแรมอื่น ๆ ในเอเชีย ที่เข้ามาติดอันดับในครั้งนี้

1.โรงแรมราฟเฟิลส์, สิงคโปร์ (Raffles Hotel)

2.เดอะ เพนินซูล่า, ฮ่องกง (The Peninsula)

3.เดอะ สแตรนด์, เมียนมา (The Strand)

4.เดอะ แรมแบคห์ พาเลซ, อินเดีย (The Rambagh Palace)

5.โซฟีเทล รีเจนด์ เมโทรโพล ฮานอย , เวียดนาม (Sofitel Legend Metropole Hanoi)

ผลสำรวจเผย อาหาร คือปัจจัยหลักในการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย

ผลสำรวจเผย อาหาร คือปัจจัยหลักในการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย

ผลสำรวจเผย อาหาร คือปัจจัยหลักในการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย

            ฮิลตัน เวิลด์ไวด์” บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทชื่อดังของโลก เผยผลสำรวจพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ด้วยการทำแบบสอบถามต่าง ๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยว จากผู้คนจำนวน 2,700 คนใน 9 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

จากผลสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จำนวน 1 ใน 3 หรือประมาณ 36% พิจารณาอาหารและเครื่องดื่มเป็นปัจจัยหลัก เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกสถานที่ท่องเที่ยว โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 5% เท่านั้น ที่ตอบว่า อาหารและเครื่องดื่มไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการเดินทาง

เพราะเหตุใดอาหาร จึงเป็นปัจจัยสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยว?

ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า 34% ของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยระบุว่า “อาหารการกิน” คือปัจจัยสำคัญ ในการเลือกสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยว 92% ล้วนให้ความสำคัญกับการลองลิ้มชิมรสอาหารขึ้นชื่อ ไปจนถึงอาหารข้างทางและอาหารท้องถิ่น

ส่วนนักท่องเที่ยวอีก 90% มีความต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารมื้อพิเศษ เมื่อออกเดินทางเที่ยวเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ และอีก 92% ต่างระบุว่า พวกเขาเลือกที่จะกลับไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวเดิมอีกครั้ง เนื่องจากรู้สึกประทับใจไปกับประสบการณ์มื้ออาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ผลสำรวจยังบอกอีกว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 41% จัดสรรงบประมาณมากกว่าครึ่งหนึ่งต่อการเดินทาง เพื่อใช้จ่ายไปกับอาหารและเครื่องดื่ม

ประเทศที่นักท่องเที่ยวไทยลงความเห็น ว่ามีอาหารและเครื่องดื่มดีที่สุด

นักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมาก ต่างโหวตให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับ 1 ในด้านอาหารและเครื่องดื่ม ตามมาด้วยประเทศไทยในอันดับ 2 และเกาหลีอันดับ 3 ที่ถูกยกให้เป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวด้านอาหาร ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นพิเศษ ไปจนถึงความเข้มข้นของรสชาติ ความปลอดภัย ความหลากหลาย และอาหารท้องถิ่นเป็นหลัก

รองประธานฝ่ายปฏิบัติการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ของบริษัทฮิลตันเวิลด์ไวด์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า จากผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า บริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมโรงแรมและที่พัก ซึ่งในอดีตนั้น โรงแรมเป็นเพียงสถานที่สำหรับใช้พักผ่อนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันมาก ดังนั้น โรงแรมต้องปรับเปลี่ยนและมุ่งเน้นบริการด้านอาหารและเครื่องดื่มเป็นพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เข้าพัก

ผู้ว่าการ ททท.มั่นใจ กลยุทธ์เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ต้องเป็นไปตามเป้าหมาย

ถนนแห่งอาหารในกรุงเทพฯ โดนใจนักท่องเที่ยว

ถนนแห่งอาหารในกรุงเทพฯ โดนใจนักท่องเที่ยว

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไทยครั้งแรก ๆ จะรู้ได้เลยว่า ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ที่จะมองหาร้านอาหารข้างทาง ที่มีเรียงรายอยู่ตามถนนเกือบทุกซอกทุกมุม ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารไทยรสชาติแสนอร่อยมากมาย เช่น ก๋วยเตี๋ยว หมูปิ้ง ผัดไทย และอื่น ๆ ที่สามารถหาทานได้ง่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถนนสายอาหารเหล่าในกรุงเทพฯเหล่านี้ ที่เก็บรวบรวมของอร่อยไว้มากมาย ซึ่งต้องแวะไปเยือนให้ได้

1.เยาวราช ไชน่าทาวน์

หากชื่นชอบในรสชาติของอาหารไทย เรียกได้ว่า ไม่มีที่ไหนเทียบเท่าได้กับถนน “เยาวราช” แน่นอน เนื่องจากที่แห่งนื้คือย่านไชน่าทาวน์ จึงทำให้เต็มไปด้วยของอร่อยมากมาย มีจุดเด่นตรงร้านอาหารรถเข็นที่มากกว่า 100 ร้านค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตกดึกที่แห่งนี้ก็จะยิ่งคึกคักและเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจากหลายเชื่อชาติ

ที่สำคัญย่านไชน่าทาวน์แห่งนี้ ยังถือว่า เป็นถนนสายหารในตำนานแห่งหนึ่งของประเทศไทยอีกด้วย เพราะมีประวัติที่ยาวนานกว่า 200 ปี ตั่งแต่ครั้งที่กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์การค้าหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้เลยทีเดียว

2.ถนนรามบุตรี หรือซอยรามบุตรี

ถนนแห่งนี้ ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพราะเต็มไปด้วยเมนูอาหารรสชาติอร่อย ที่มีให้เลือกมากมาย สำหรับจุดเด่นของถนนรามบุตรีแห่งนี้ คือความสงบที่ไม่ค่อยมีความวุ่นวาย แตกต่างจากถนนสายอื่น ๆ

ที่สำคัญ ถนนรามบุตรีได้ถูกปรับโฉมใหม่แล้ว จึงเปรียบเสมือนกับขุมทรัพย์อาหารแห่งใหม่ในเมืองกรุงเทพฯไม่มีผิด นอกจากนี้แล้ว อาหารที่นี่ยังมีราคาถูกเป็นมิตรต่อเงินในกระเป๋าอีกด้วย ทำให้ถนนรามบุตรีแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

3.ถนนบางลำพู

ถนนบางลำพู ถือเป็นย่านที่มีความเก่าแก่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาและพระบรมมหาราชวัง ที่แห่งนี้ จึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวแบคแพกเกอร์จากหลายเชื่อชาติจำนวนมาก ซึ่งถนนบางลำพูนั้น กินพื้นที่ไปถึงถนนข้าวสาร จึงสามารถเดินลัดเลาะไปเที่ยวตามสถานบันเทิงได้อีกด้วย

นักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนสุดสัปดาห์หรือจะเป็นผู้อยู่อาศัยในระแวกนี้ บางลำภูคือสถานที่ที่ควรแวะมา เพราะถนนอาหารสายนี้ เต็มไปร้านอาหารขึ้นชื่อราคาถูกรสชาติดี ที่ทำให้ใครหลายคนติดใจ

เทรนด์ท่องเที่ยวเชิงเชิงอนุรักษ์ กับความสำคัญของอาเซียน

เทรนด์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กับความสำคัญของอาเซียน

เทรนด์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กับความสำคัญของอาเซียน

            มีหลายปัจจัย ที่สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนได้ เช่น ธรรมชาติและสภาพแวดที่มีเสน่ห์ชวนหลงไหล การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวชนชั้นกลาง การเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำ หรือนักท่องเที่ยววัยเกษียณ ที่นิยมเดินทางเพื่อต้องการพักผ่อนควบคู่กับการบำบัดรักษาตัว เป็นต้น

จากงานประชุมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของสมาคมอาเซียน ณ เมืองปากเซ ที่มีประเทศลาวเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งแรก ในฐานะประธานของอาเซียน ซึ่งไทยและลาวได้ร่วมลงนามในข้อตกลง ในเรื่องการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความสัมพันธ์และการค้าในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

ประเทศลาว ทุ่มทุนไปกับโครงการต่าง ๆ เพื่อรองรับการท่องเที่ยว

ในช่วงที่ผ่านมากนั้น ประเทศลาวได้ทุ่มทุนไปกับโครงสร้างพื้นฐานในด้านสาธารณูปโภคและการคมนาคม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกำจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้แล้ว ยังมีโครงการขยายสนามบินนานาชาติวัดไต และปรับปรุงสนามบินอีกหลายแห่ง ด้วยงบกว่า 61 ล้านดอลลาร์ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จ ในปี ค.ศ. 2018 นี้

ทั้งนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษณ์ในลาวถือว่ามีขนาดใหญ่ เนื่องจากประเทศแห่งนี้ เต็มไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติ อีกทั้งยังมีสถานที่เอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยวอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า การปั่นจักรยานตามเขตป่าสงวนและชุมชนท้องถิ่น ไปจนถึงการพายเรือและล่องแก่ง และอีกมากมาย

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ถือเป็นเรื่องท่าทายอย่างยิ่ง

Raphael Kern ว่าที่ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทนำเที่ยว Diethlem ในลาว เผยว่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นั้น ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะต้องมีการจัดโปรแกรมท่องเที่ยว ให้มีความเหมาะสมกับลูกค้าของแต่ละประเทศมากที่มีความต้องการแตกต่างกัน

ผู้จัดการท่านนี้ยังบอกอีกว่า หากเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ทางบริษัทนำเที่ยว จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ที่สามารภพูดภาษาได้หลายคนไว้คอยบริการ ส่วนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ส่วนมากนิยมชอบช่วยเหลือตนเอง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปจะมีความนิยมชมชอบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากที่สุด

ประเทศลาวต้องเร่งมือ ตามการท่องเที่ยวในประเทศภูมิภาคอาเซียนให้ทัน

Klaus Schwettmann ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนของบริษัท Green Discovery ให้ความเห็นว่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ประเทศลาวยังคงตามหลังประเภทเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ ไทยยังคงมีความได้เปรียบกว่าเนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวหลายลาย โดยฉพาะชายหากที่สวยงาม

ทั้งนี้ ประเทศเมียนม่า ก็กำลังก้าวมาเป็นคู่แข่งรายใหม่ เนื่องจากมีทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ดังนั้นรัฐบาลลาวจำเป็นต้องเพิ่มการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการออกนโยบายเพื่อปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม

ไทยอันดับ 4 ของเอเชีย โรงแรมที่นักท่องเที่ยวต้องการเข้าพัก

ไทยอันดับ 4 ของเอเชีย โรงแรมที่นักท่องเที่ยวต้องการเข้าพัก

ไทยอันดับ 4 ของเอเชีย โรงแรมที่นักท่องเที่ยวต้องการเข้าพัก

            โรงแรมในประเทศไทยสามารถติดอยู่ในอันดับ 4 ของเอเชีย ที่มีนักท่องเที่ยวต้องการเข้าพักมากที่สุด จากผลการตัดสินโรงแรมในดวงใจประจำปี 2018 จากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ใช้บริการจองที่พักผ่าน Hotel.comTM เป็นรองแค่เวียดนาม สำหรับโรงแรม 39 แห่งในประเทศไทย ถูกรับเลือกให้เป็นโรงแรมในดวงใจ ซึ่งกรุงเทพฯยังคงครองอันดับ 1 ส่วนโรงแรมในไทยที่ได้รับรางวัลโรงแรมในดวงใจนั้น มีถึง 10 แห่งด้วยกัน

สำหรับการมอบรางวัลโรงแรมในดวงใจดังกล่าว มาจากผลคะแนนของแขกผู้มาเข้าพักกว่า 25 ล้านคน ที่ใช้บริการจองที่พักผ่านเว็บไซต์ Hotel.com ทั้งนี้โรงแรมที่เข้ามาติดอันดับได้จะต้องได้คะแนนโหวต 9.4 คะแนน (จาก 10 คะแนน) หรือมากกว่านั้น

โรงแรมในกรุงเทพฯ ติดอันดับถึง 10 แห่ง

ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วไทย กรุงเทพฯยังคงเป็นจังหวัดที่มีโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวและโรงแรมบูติดที่ติดอันดับชนะใจนักท่องเที่ยวมากที่สุดถึง 10 แห่งด้วยกัน ได้แก่ บ้านพระยาจ่าแสน, ดาราศรม โคโลเนียลเฮ้าส์, โรงแรมเวฟ กรุงเทพฯ, โรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ, โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ, โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาธร, โอเรียลเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ, ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ และสุดท้าย เซอร์ยา กรุงเทพฯ

โรงแรมที่นักท่องเที่ยวโหวตว่าดีที่สุดแบ่งออกเป็น 7 หมวดด้วยกัน

1.โรงแรมสำหรับนักธุรกิจ: ได้แก่ โรงแรม เคมพินสกี กรุงเทพฯ, โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ

2.โรงแรมประเภทสปายอดเยี่ยม: ได้แก่ เจดับบลิว แมริออท ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์สปา, ไม้ขาวมันดารา รีสอร์ท แอนด์ สปา กะรนบีช, กะรน

3.ประเภทโรงแรมสุดหรู: ได้แก่ กีมาลา, กมลา พุทธรักษา หัวหิน รีสอร์ท

4.โรงแรมสำหรับครอบครัว: ได้แก่ โรงแรมไอคอน ภูเก็ต, กะรน บันยันทรี กรุงเทพฯ

5.โรงแรมสำหรับผู้มาเยือนครั้งแรก: ได้แก่ พาร์ค ไฮแฮท, กรุงเทพ โรงแรม เดอะ สลิล สุขุมวิท 57 – ทองหล่อ

6.โรงแรมติดชายหาดยอดเยี่ยม: ได้แก่ เทวาศรม หัวหิน รีสอร์ท ชะอำ เอาท์ทริกเกอร์ ลากูน่า ภูเก็ต บีชรีสอร์ท, เชิงทะเล

7.โรงแรมบูติค: ได้แก่ สรียา วิลล่า แอนด์ สวีทเกาะสมุย, ภารีสา รีสอร์ท ภูเก็ต

ผลการโหวตลงคะแนนดังกล่าว พบว่า ในกลุ่ม 5 ประเทศอันดับแรกมีโรงแรมที่ได้รับเลือกว่า “ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด” อเมริกายังนำโด่งเหนือประเทศอื่นด้วยจำนวนโรงแรมกว่า 1,498 แห่ง หากเทียวกับอิตาลีที่มีโรงแรมได้รับเลือกเพียง 232 แห่ง และสหราชอาณาจักรอังกฤษ 192 แห่ง แคนาดา 126 แห่ง และสเปน 101 แห่ง