โรงแรมในไทย 2 แห่ง ติดอันดับ Heritage hotel ดีที่สุดในเอเชีย

โรงแรมในไทย 2 แห่ง ติดอันดับ Heritage hotel ดีที่สุดในเอเชีย

โรงแรมในไทย 2 แห่ง ติดอันดับ Heritage hotel ดีที่สุดในเอเชีย

            ผลการจัดอันดับโรงแรมที่มีคุณค่าทางมรดกและวัฒนธรรม (Heritage hotel) ที่ถูกจัดทำโดยซีเอ็นเอ็น เทรเวล พบว่า มีโรงแรมจากประเทศไทยเข้ามาติดอันดับจำนวน 2 แห่งด้วยกัน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1.แมนดาริน โอเรียนเต็ล, กรุงเทพ (Mandarin Oriental)

โรงแรมแห่งนี้ แมนดาริน โอเรียนเต็ล, กรุงเทพ ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1876 หรือประมาณ 140 ปีมาแล้ว ด้วยฝีมือของกลุ่มนักธุรกิจและนักเดินท่องเที่ยวชาวต่างชาติในสมัยก่อน ที่เดินทางเข้ามาภายหลังจากสยามเปิดเสรีทางการค้าครั้งแรกจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

สำหรับตัวโรงแรมนั้น ถูกดัดแปลงมาจากธนาคารเจ้าพระยา ที่ตั้งอยู่ริมเเม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งถือเป็นเส้นทางการคมนาคมที่สำคัญของสยามในสมัยนั้น ที่สำคัญ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล เรียกได้ว่าเป็นโรงแรมที่มีความเก่าแก่ที่สุดของไทยที่ยังคงเปิดทำการอยู่จนถึงทุกวันนี้

2.เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน (Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin)

สำหรับโรงแรมในเครือเซ็นทารา 1 ใน 2 แห่งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งโรงแรมของไทย ที่สามารถเข้าไปติดอันดับ โดยนิตยสารชื่อดังอย่างไทม์ ก็ยกให้เป็น Heritage hotel ที่ดีที่สุดในเอเชียด้วยเช่นกัน ซึ่งโรงแรมแห่งนี้ เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1923 โดยมีชื่อเรียกเดิมว่า “โรงแรมรถไฟ”

ที่สำคัญ โรงแรงแห่งนี้ ยังถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม ที่ตั้งอยู่ในเมืองหัวหิน ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านที่เชื่อมต่อระหว่างภาคใต้ของไทย กับเมืองหลวงคือกรุงเทพมหานคร และเมืองทางภาคตะวันตกของไทย ปัจจุบันนี้ ภายในตัวโรงแรมยังคงรักษาบรรยากาศ ในช่วงเวลาที่หัวหินเป็นเมืองตากอากาศของชนชั้นนำได้เป็นอย่างดี ด้วยการตกแต่งสไตล์ยุโรป ที่มาพร้อมกับความโรแมนติกด้วยสวนและระเบียงสีขาวสะอาดตา

โรงแรมอื่น ๆ ในเอเชีย ที่เข้ามาติดอันดับในครั้งนี้

1.โรงแรมราฟเฟิลส์, สิงคโปร์ (Raffles Hotel)

2.เดอะ เพนินซูล่า, ฮ่องกง (The Peninsula)

3.เดอะ สแตรนด์, เมียนมา (The Strand)

4.เดอะ แรมแบคห์ พาเลซ, อินเดีย (The Rambagh Palace)

5.โซฟีเทล รีเจนด์ เมโทรโพล ฮานอย , เวียดนาม (Sofitel Legend Metropole Hanoi)

ไทยอันดับ 4 ของเอเชีย โรงแรมที่นักท่องเที่ยวต้องการเข้าพัก

ไทยอันดับ 4 ของเอเชีย โรงแรมที่นักท่องเที่ยวต้องการเข้าพัก

ไทยอันดับ 4 ของเอเชีย โรงแรมที่นักท่องเที่ยวต้องการเข้าพัก

            โรงแรมในประเทศไทยสามารถติดอยู่ในอันดับ 4 ของเอเชีย ที่มีนักท่องเที่ยวต้องการเข้าพักมากที่สุด จากผลการตัดสินโรงแรมในดวงใจประจำปี 2018 จากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ใช้บริการจองที่พักผ่าน Hotel.comTM เป็นรองแค่เวียดนาม สำหรับโรงแรม 39 แห่งในประเทศไทย ถูกรับเลือกให้เป็นโรงแรมในดวงใจ ซึ่งกรุงเทพฯยังคงครองอันดับ 1 ส่วนโรงแรมในไทยที่ได้รับรางวัลโรงแรมในดวงใจนั้น มีถึง 10 แห่งด้วยกัน

สำหรับการมอบรางวัลโรงแรมในดวงใจดังกล่าว มาจากผลคะแนนของแขกผู้มาเข้าพักกว่า 25 ล้านคน ที่ใช้บริการจองที่พักผ่านเว็บไซต์ Hotel.com ทั้งนี้โรงแรมที่เข้ามาติดอันดับได้จะต้องได้คะแนนโหวต 9.4 คะแนน (จาก 10 คะแนน) หรือมากกว่านั้น

โรงแรมในกรุงเทพฯ ติดอันดับถึง 10 แห่ง

ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วไทย กรุงเทพฯยังคงเป็นจังหวัดที่มีโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวและโรงแรมบูติดที่ติดอันดับชนะใจนักท่องเที่ยวมากที่สุดถึง 10 แห่งด้วยกัน ได้แก่ บ้านพระยาจ่าแสน, ดาราศรม โคโลเนียลเฮ้าส์, โรงแรมเวฟ กรุงเทพฯ, โรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ, โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ, โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาธร, โอเรียลเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ, ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ และสุดท้าย เซอร์ยา กรุงเทพฯ

โรงแรมที่นักท่องเที่ยวโหวตว่าดีที่สุดแบ่งออกเป็น 7 หมวดด้วยกัน

1.โรงแรมสำหรับนักธุรกิจ: ได้แก่ โรงแรม เคมพินสกี กรุงเทพฯ, โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ

2.โรงแรมประเภทสปายอดเยี่ยม: ได้แก่ เจดับบลิว แมริออท ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์สปา, ไม้ขาวมันดารา รีสอร์ท แอนด์ สปา กะรนบีช, กะรน

3.ประเภทโรงแรมสุดหรู: ได้แก่ กีมาลา, กมลา พุทธรักษา หัวหิน รีสอร์ท

4.โรงแรมสำหรับครอบครัว: ได้แก่ โรงแรมไอคอน ภูเก็ต, กะรน บันยันทรี กรุงเทพฯ

5.โรงแรมสำหรับผู้มาเยือนครั้งแรก: ได้แก่ พาร์ค ไฮแฮท, กรุงเทพ โรงแรม เดอะ สลิล สุขุมวิท 57 – ทองหล่อ

6.โรงแรมติดชายหาดยอดเยี่ยม: ได้แก่ เทวาศรม หัวหิน รีสอร์ท ชะอำ เอาท์ทริกเกอร์ ลากูน่า ภูเก็ต บีชรีสอร์ท, เชิงทะเล

7.โรงแรมบูติค: ได้แก่ สรียา วิลล่า แอนด์ สวีทเกาะสมุย, ภารีสา รีสอร์ท ภูเก็ต

ผลการโหวตลงคะแนนดังกล่าว พบว่า ในกลุ่ม 5 ประเทศอันดับแรกมีโรงแรมที่ได้รับเลือกว่า “ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด” อเมริกายังนำโด่งเหนือประเทศอื่นด้วยจำนวนโรงแรมกว่า 1,498 แห่ง หากเทียวกับอิตาลีที่มีโรงแรมได้รับเลือกเพียง 232 แห่ง และสหราชอาณาจักรอังกฤษ 192 แห่ง แคนาดา 126 แห่ง และสเปน 101 แห่ง

จัดระเบียบโรงแรมเถื่อนเข้าสู่ระบบ เพิ่มรายได้การท่องเที่ยว

จัดระเบียบโรงแรมเถื่อนเข้าสู่ระบบ เพิ่มรายได้การท่องเที่ยว

จัดระเบียบโรงแรมเถื่อนเข้าสู่ระบบ เพิ่มรายได้การท่องเที่ยว

            ปัญหาโรงแรมเถื่อน” ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติในหลายด้าน โดยเฉพาะทางด้านการท่องเที่ยวที่ส่งผลให้ประเทศชาติไม่ได้รับเงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากโรงแรมเถื่อนไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกำหนดเพียงเพื่อต้องการเลี่ยงภาษีเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดปัญหาการตัดราคาค่าห้องพักเช่นกัน

ดังนั้น แม้ว่าในแต่ละปีประเทศไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเยือนเป็นมากขึ้น แต่ปัญหาคือรายได้และการเติบโตที่ไม่สัมพันธ์กัน อันเนื่องมาจาก อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยในธุรกิจโรงแรมไทย อยู่ในอันดับ 3 ในสเกลต่ำที่สุดของภูมิภาคอาเซียน ทั้ง ๆ ที่ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตมกาที่สูงสุดเป็นอันดับ 1 ต่างจากประเทศสิงคโปร์อย่างสิ้นเชิง ที่ถึงแม้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่า แต่อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยพบว่าสูงมาก หากเทียบกับปี 2557 จะพบว่าอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมในไทยจะอยู่ที่ 130 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคืนเท่านั้น ส่วนที่สิงคโปร์ เฉลี่ยอยู่ที่ 280 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคืน!!

เตรียมจัดระเบียบโรงแรมเถื่อน เข้าสู่ระบบ

ช่วงเวลาที่ผ่านมาภาครัฐฯ มีความพยายามเร่งมือแก้ไขให้พ.ร.บ.โรงแรม มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อให้บรรดาโรงแรมเถื่อนที่มีอยู่มากมายในประเทศ สามารถเข้ามายื่นขอจดทะเบียนเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่จะมีข้อกำหนดระบุเอาไว้ในเรื่องของที่จอดรถ และเรื่องของล็อบบี้ ที่ไม่ค่อยมีความสำคัญมาก และไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของความปลอดภัย แต่ทว่า ทุกวันนี้มีการแก้ไข พ.ร.บ.โรงแรม ให้มีความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้ ทางภาครัฐจะเร่งประชาสัมพันธ์ต่อไป เพื่อจูงใจให้โรงแรมเถื่อนทั้งหลายเหล่านี้เข้าสู่ระบบมากขึ้น ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่เกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งเรื่องการลดหย่อนภาษี และโครงการด้านการตลาดของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะเปิดโอกาศให้เฉพาะสถานประกอบการที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยดึงให้โรงแรมเถื่อนเหล่านั้นหันมาประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องในระดับหนึ่ง

รัฐใช้เฉพาะโรงแรมถูกกฎหมายเท่านั้น

นอกจากนี้แล้ว เรื่องที่จะช่วยดึงดูดให้โรงแรมเถื่อนหันมาเข้าระบบตามกฎหมายได้มากขึ้น คือ ต้องมีการจัดประชุมสัมมนาในประเทศของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่สำคัญต้องใช้โรงแรมหรือที่พักที่มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย หรือมีใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น จึงจะอนุญาติให้เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายกับทางกระทรวงการคลังได้ ซึ่งเรื่องนี้ ได้นำเสนอมาแล้วบนเวทีจากหลาย ๆ การประชุมร่วมกับภาครัฐ ดังนั้นรัฐบาลต้องหยิบยกนำข้อเสนอนี้มาพิจารณา

อีกประเด็นคือ การแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในโรงแรม ที่เมื่อทำงานไปสักพัก มักจะถูกซื้อตัวไปทำงานในภาคธุรกิจอื่นอยู่เสมอ ดังนั้น จึงต้องทำเอ็มโอยูกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ให้เพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง เพื่อเป็นการดึงดูดแรงงานเข้ามาร่วมปฏิบัติงานในภาคนี้มากยิ่งขึ้น

โรงแรมคาเปลล่า ในสิงคโปร์ สถานที่จัดประชุม ทรัมป์และคิม

โรงแรมคาเปลล่า ในสิงคโปร์ สถานที่จัดประชุม ทรัมป์และคิม

โรงแรมคาเปลล่า ในสิงคโปร์ สถานที่จัดประชุม ทรัมป์และคิม

            ทำเนียบขาว เผย “โรงแรมสุดหรูคาเปลล่า” บนเกาะเซนโตซ่า แห่งประเทศสิงคโปร์ ให้เป็นสถานที่จัดประชุมสุดยอดของสองผู้นำ ระหว่างเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ ภายในวันที่ 12 มิ.ย. 2018 ที่จะถึงนี้

นางซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกหญิงประจำทำเนียบขาว ได้โพสต์ข้อความลงบนทวิตเตอร์ เปิดเผยถึงสถานที่จัดประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กับ นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดแห่งประเทศเกาหลีเหนือ ในวันที่ 12 มิถุนายนที่จะถึงนี้อย่างเป็นทางการ ได้แก่ โรงแรมคาเปลล่า (Capella) บนเกาะเซนโตซ่า (Sentosa) ประเทศสิงคโปร์

จากนั้นได้ทิ้งข้อความส่งท้ายว่า “ขอขอบคุณเจ้าภาพสิงคโปร์ สำหรับความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ” แต่ไม่ได้หยิบยกรายละเอียดถึงเหตุผลที่เลือกโรงแรมคาเปลล่า มาเป็นสถานที่จัดประชุมแต่อย่างใด

ความเป็นไปได้ที่ “โรงแรมคาเปลล่า” ถูกเลือกให้เป็นสถานที่จัดประชุมสุดยอดผู้นำ

อาจเป็นเพราะที่ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองหลวง แต่ก็ไม่ได้ไกลมากเท่าไหร่นัก อีกทั้งธรรมชาติบนเกาะเซนโตซ่ายังมีความสวยงาม บรรยากาศเงียบสงบ และเป็นส่วนตัวสูง จึงทำให้ง่ายต่อการดำเนินการวางระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ที่สำคัญโรงแรมแห่งนี้ยังมีสนามกอล์ฟดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้อีกด้วย จึงมีโอกาศสูงมากที่ “คิมและทรัมป์” อาจมาออกรอบตีกอล์ฟด้วยกันก็เป็นได้ ถ้าเกิดขึ้นจริงก็นับได้ว่าเป็นภาพที่หาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

เร่งจัดเตรียมพื้นที่พิเศษ เตรียมพร้อมควบคุมดูแล

และเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาของรัฐบาลประเทศสิงคโปร์ ก็ได้ออกมาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี โดยกำหนดให้ เกาะเซนโตซ่าและพื้นที่บริเวณโดยรอบในรัศมี 1 กิโลเมตร, เขตแทงลิน, เขตนิวตัน และถนนออร์ชาร์ด ที่ตั้งกระทรวงการต่างประเทศ, สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ, โรงแรมแชงกรี-ลา รวมถึงโรงแรมหรูอีกหลายแห่ง ให้เป็น “พื้นที่เหตุการณ์พิเศษ” ระหว่างวันที่ 10-14 มิ.ย.นี้ เพื่อให้ง่ายต่อกการควบคุมดูแล และเตรียมความพร้อมในเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ได้ออกมาต้อนรับ นายพลสี่ดาว “คิม ยอง-ชอล” ผู้ส่งสาส์นขนาดใหญ่จากผู้นำคิม ด้วยตนเอง ส่วนโครงร่างการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ได้ร่วมมือกันกำหนดขึ้น เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว ไปกับโรงแรมสุดคูลจากทั่วโลก

เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว ไปกับโรงแรมสุดคูลจากทั่วโลก

เปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักท่องเที่ยว ไปกับโรงแรมสุดคูลจากทั่วโลก

            การออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก นอกจากสถานที่ยอดนิยมที่ต้องไปเช็กอินให้ได้แล้ว เรื่องสถานที่พัก หรือโรงแรมเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยต่างก็ชื่นชอบสัมผัส ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศของสถานที่พัก มากกว่าใช้เป็นแค่ที่ซุกหัวนอนเท่านั้น

ดังนั้นหากมีความต้องการเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ทางเว็บไซต์ forbes.com ก็มี 5 โรงแรมสุดคูลมาแนะนำให้รู้จักกัน ซึ่งในจำนวนทั้งหมดนี้มีโรงแรมจากประเทศไทยรวมอยู่ด้วย!!!

1.เล่นสกีไปกับเหล่านักกีฬาโอลิมปิก The Chedi Andermatt (ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)

แขกจำนวน 16 ท่าน ที่ได้มาเข้าพักในโรงแรมสุดหรู The Chedi Andermatt ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงระหว่างวันที่ 3-4 มินาคม ปี 2018 จะมีโอกาสได้ร่วมเล่นสกีในช่วงวันหยุดไปกับเหล่านักกีฬาสกีโอลิมปิกชื่อดัง อย่าง “มาร์โก บูเชล” ผู้มีประสบการณ์คว้าแชมป์โอลิมปิกฤดูหนาวมาถึง 6 สมัยด้วยกัน (1992-2010) นอกจากนี้แล้วยังได้ร่วมดินเนอร์ และสอบถามเคล็ดลับต่าง ๆ ในการเล่นสกีแบบไกล้ชิดได้อีกด้วย ซึ่งราคาแพกเกจที่พักในโรงแรม 1 คืน จะอยู่ที่ราคา 870 ฟรังก์สวิส หรือปะมาณ 29000 บาท

2.ร่วมทำวัตรไปกับพระสงฆ์  Gangtey Lodge (ประเทศภูฏาน)

เมื่อนักท่องเที่ยวมาพักที่ Gangtey Lodge ในประเทศภูฏาน จะมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมทำวัตรเช้าสวดมนตร์ไปกับเหล่าพระสงฆ์ ในช่วงเวลา 05.15-06.15 น.ของทุกวัน (ยกเว้นวันอาทิตย์) หรือถ้าตื่นเช้าได้กว่าช่วงเวลานี้ ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมเดินจงกรมในเวลาก่อนตี 5 ได้เช่นกัน โดยในช่วงเย็นตั่งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป ทางโรงแรมจะมีการจัดที่พักให้แก่บรรดาแขกได้มานั่งปฏิบัติสมาธิร่วมกัน  ก่อนจะถึงการทำวัตรเย็น ในช่วงเวลา 18.09 – 19.15 น. เป็นต้นไป

3.รับประทานข้าวเที่ยงกับนักซูโม่ Palace Hotel (ประเทศญี่ปุ่น)

สำหรับโรงแรม  Palace Hotel แห่งนี้ ถือเป็นโรงแรมสุดคูลของประเทศญี่ปุ่น ที่จะมอบประสบการณ์ให้กับแขกที่มาเข้าพักได้พบปะกับนักกีฬาซูโม่ต้นฉบับของแท้แบบตัวเป็น ๆ ซึ่งถ้าหากมาเข้าพักในช่วง 2 อาทิตย์ก่อนมีการแข่งขันซูโม่ที่ Ryogoku Kokugikan ในกรุงโตเกียว (ช่วงเดือนมกราคม,พฤษภาคม และกันยายน) จะมีโอกาศได้ชมการฝึกซ้อมของเหล่านักกีฬาซูโม่ชื่อนากว่า 90 นาที ก่อนจะได้ไปเข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน และปิดท้ายด้วยการเก็บภาพถ่ายเป็นที่ระลึก สำหรับแพกเกจของโรงแรมแห่งนี้ จะอยู่ที่ราคา 720000 เยน หรือราว 2 แสนกว่าบาทเลยทีเดียว

4.รับประทานข้าวบนต้นไม้ Soneva Kiri (ประเทศไทย)

โซเนวา คีรี (Soneva Kiri) ณ ประเทศไทยแห่งนี้ คือรีสอร์ทที่ตั้งอยู่บนเกาะกูด ที่มีความโดเด่นอยู่ที่ร้านอาหารบนต้นไม้ ที่แขกผู้มาเข้าพักจะได้รับความเป็นส่วนตัวอย่างมาก ไปกับตะอาหารที่ตั้งอยู่บนต้นไม้ ที่อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 5 เมตร ทำให้สามารถมองเห็นวิวต้นไม้ และทะเลในมุมมองที่ดูแปลกใหม่ออกไป พร้อมกับความตื่นตาตระการใจ จากพนักงานที่จะใช้สลิงค์โรยตัวลงมาเพื่อเสิร์ฟอาหารกันแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

5.ชมฝูงค้างคาวบินนับนับล้าน Ted Turner Expeditions (ประเทศสหรัฐอเมริกา)

Ted Turner Expeditionsที่ตั้งอยู่ในรัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกาแห่งนี้ เป็นบริษัทจัดทัวร์ และโรงแรมที่ผู้มีนามว่า “เท็ด เทอร์เนอร์” ผู้ก่อตั้งสถานีข่าว CNN เป็นเจ้าของ หากใครได้มาใช้บริการที่แห่งนี้ในช่วงฤดูร้อน จะได้สัมผัสประสบการณ์ไปกับการชมฝูงค้างคาวนับล้านตัวบินออกมาจากถ้ำ Jornada Bat Cave ในช่วงเย็นเพื่อออกล่าหาอาหาร